ฟิลเลอร์ คืออะไร? รวมทุกเรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีด

การฉีดฟิลเลอร์ คือการรักษาริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ บนใบหน้าโดยการฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) เช้าไปในชั้นผิวที่เสื่อมสภาพ และมีการยุบตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งฟิลเลอร์ทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน เต่งตึง ชะลอการเกิดริ้วรอยได้ นอกจากนี้ยังนิยมฉีดเพื่อปรับรูปหน้าในจุดต่างๆ เช่น ฟิลเลอร์คาง ฟิลเลอร์ขมับ ฟิลเลอร์ปาก ซึ่งสามารถปรับสัดส่วนให้สวยงามขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อตอบคำถามและให้เข้าใจการฉีดฟิลเลอร์มากขึ้น สามารถศึกษาข้อมูลต่างๆ ได้ตามหัวเรื่องต่อไปนี้

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร?

ฟิลเลอร์ คือ สารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) ผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ตามธรรมชาติ โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ทดแทนส่วนสำคัญของโครงสร้างผิว คอลลาเจนและไฮยาลูรอน ที่ร่างกายจะสูญเสียปเมื่อมีอายุมากขึ้น จึงช่วยแก้ไขปัญหาผิวได้ ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มร่องริ้วรอย ร่องลึก หรือใช้ในการปรับโครงสร้างใบหน้า เป็นหัตการความงามที่ไม่ต้องผ่าตัด หลังทำเห็นผลลัพธ์ทันที ไม่ต้องพักฟื้น 

ฟิลเลอร์ มีกี่ชนิด? กี่แบบ?

ฟิลเลอร์จะแบ่งตามสารที่ใช้ แบ่งได้ 4 ชนิด และฟิลเลอร์มี 3 แบบ ซึ่ง Illum Clinics จะอธิบาย ดังนี้

ฟิลเลอร์ แบ่งเป็น 4 ชนิด ตามสารที่ใช้ ได้แก่

  1. กรดไฮยารูลอนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) เป็นสารที่พบได้ในร่างกายมนุษย์ในหลายๆ อวัยวะ โดยมากที่ผิวหนัง ดวงตา และข้อกระดูก ซึ่งตามธรรมชาติร่างกายอายุมากขึ้นจะผลิตได้น้อยลงตามอายุ โดยตัวฟิลเลอร์ชนิดกรดไฮยารูลอนิกมีคุณสมบัติช่วยเติมเต็มผิวให้ริ้วรอยร่องลึกดูเรียบเนียน
    ตื้นขึ้น ผิวดูชุ่มชื้น เห็นผลทันทีหลังทำ สามารถฉีดได้หลากหลายจุดทั่วใบหน้าและมีความปลอดภัยสูง และฟิลเลอร์ชนิดกรดไฮยารูลอนิกได้รับความนิยมสูงที่สุด ซึ่งการฉีดแต่ละครั้งมีระยะเวลาคงอยู่ได้นาน 6-24 เดือน
  2. แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Calciu, Hydroxylapatite หรือ CaHa) เป็นสารที่พบได้ในกระดูกของมนุษย์ เมื่อฉีดแล้วจะช่วยเติมเต็มผิว ส่งผลให้ริ้วรอยดูลดลง มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว อยู่ได้นานไม่เกิน 2 ปี
  3. กรดพอลีแอลแลคติค (Poly-L-Lactic Acid หรือ PLLA) ฟิลเลอร์ชนิดนี้เป็นสารสังเคราะห์ หลักการทำงานคือ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวดูกระชับและอิ่มฟูขึ้น แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการทำงานซึ่งจะเห็นผลชัดเจนภายใน 2-3 เดือนหลังฉีด และระยะเวลาการคงอยู่ของฟิลเลอร์นาน ไม่เกิน 24 เดือน
  4. โพลิเมทิลเมทาไครเลต (Polymethylmethacrylate หรือ PMMA) ฟิลเลอร์ชนิดนี้เป็นสารสังเคราะห์อนุภาคทรงกลมขนาดเล็ก นิยมใช้ผสมกับคอลลาเจนในรูปแบบชนิดเจล เมื่อฉีดเข้าผิวจะช่วยลดริ้วรอยโดยมี 2 กลไล คือ ช่วยเติมเต็มผิวในระยะสั้นด้วยคอลลาเจนในรูปแบบเจล และช่วยให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาวด้วยสารสังเคราะห์นี้ ซึ่งฟิลเลอร์ชนิดนี้มีระยะเวลาการคงอยู่ได้ยาวนานถึง 5 ปี หรือมากกว่านั้น

ฟิลเลอร์ แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ 

  • ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือ เป็นสารเติมเต็มประเภทสลายได้เอง และสามารถใช้ยาสลายได้ ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย และเมื่อฉีดแล้วไม่มีผลข้างเคียงที่อันตราย ได้รับอนุญาตจาก อย. ไทยให้สามารถฉีดภายในสถานพยาบาลหรือคลินิกได้ เช่น การเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก(Hyaluronic Acid) เพื่อทดแทนบริเวณที่หายไปตามอายุ เช่น ขมับตอบ หน้าหย่อน ร่องแก้มลึก คางสั้น ซึ่งเป็นการฉีดแบบชั่วคราวเท่านั้น โดยผลลัพธ์คงอยู่ได้นาน 4-24 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่น และยี่ห้อของฟิลเลอร์ 
  • ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) คือ สารเติมเต็มที่สลายได้เอง แต่ไม่สามารถสลายได้ทั้งหมด และไม่มีตัวยาสลายในปัจจุบัน ซึ่งมีบางชนิดที่ได้รับการรับรองให้ใช้งานได้ คือ สารเติมเต็มชนิด Biostimulator เช่น Calcium Hydroxyapatite, PLLA เป็นต้น
  • ฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent Filler) คือ สารเติมเต็มที่ไม่สามารถสลายได้เอง และไม่มีตัวยาสลาย เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้มีผลข้างเคียงที่อันตรายได้ หากต้องการนำออกจากร่างกาย ต้องใช้วิธีการเฉพาะเท่านั้น เช่น การขูดฟิลเลอร์, การเจาะดูดฟิลเลอร์ หรือ การผ่าตัด โดยตัวสารเติมเต็มประเภทนี้ คือ พาราฟิน ซิลิโคนเหลว ที่ไม่ผ่าน อย. ไทย ในการฉีด

หลักการทำงานของฟิลเลอร์ (Filler)

ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) เมื่อถูกฉีดเข้าสู่ชั้นผิว จะไปจับกับโมเลกุลน้ำทำให้อิ่มฟูขึ้น ส่งผลให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นและรอยร่องลึกของผิวบริเวณนั้นกลับมาเรียบเนียนและเต่งตึงมากขึ้น ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติสำคัญคือ ความคงตัว  จึงสามารถฉีดเสริมจมูก เสริมคาง และช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้ถึงผิวชั้นใน ช่วยปรับสภาพผิว ทำให้รูขุมขนดูเล็กลง ผิวมีความยืดหยุ่นนุ่มนวลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ (Filler) ช่วยอะไรบ้าง?

เมื่อเราอายุมากขึ้น การผลิตคอลลาเจนในผิวตามธรรมชาติจะลดลงส่งผลให้เกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ไม่ยืดหยุ่นสดใสเหมือนแต่ก่อน ซึ่ง Illum clinics จะแนะนำว่าฟิลเลอร์สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวของคุณได้อย่างไรบ้าง

  • เพิ่ม Volum ให้ผิวด้วยคุณสมบัติอุ้มน้ำของฟิลเลอร์มีส่วนช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ดูเรียบเนียน ดูเปล่งปลั่ง เต่งตึงขึ้น เติมเต็มใบหน้าให้อิ่มฟู
  • ช่วยแก้ไขรูปหน้า ซึ่งฟิลเลอร์สามารถปรับรูปหน้าให้มีความสมบูรณ์แบบ และสมส่วนมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะฉีดบริเวณขมัย หน้าผาก หรือคาง
  • ลดริ้วรอย ฟิลเลอร์สามารถเติมเต็มร่องลึกและริ้วรอยต่าง ๆที่เกิดขึ้นตามวัย และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคตได้อีกด้วย
  • ทำให้ริมฝีปากและแก้มดูอวบอิ่ม ช่วยเติมเต็มริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม ลดริ้ว เส้นๆบริเวณริมฝีปาก และลดความหย่อนคล้อยหรือความตอบของแก้ม ซึ่งฟิลเลอร์ช่วยให้บริเวณริมฝีปากและแก้มแลดูเติมเต็ม อิ่มฟูได้ 

ฟิลเลอร์ สามารถฉีดบริเวณไหนได้บ้าง?

ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้หลายบริเวณบนใบหน้า ตามปัญหาริ้วรอย ร่องลึกของคนไข้ หรือคนไข้ต้องการเสริมเติมเต็มบริเวณไหนบ้าง ซึ่งบนใบหน้ามี 10 บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์แล้วเห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
(กราฟฟิกบริเวณที่ฉีดได้บนใบหน้า)

  1. บริเวณหน้าผาก  ปรับโหงวเฮ้ง หน้ามีมิติ สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าผากแบบ หน้าผากยุบ ฟิลเลอร์บริเวณนี้ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่ม เสริมโหงวเฮ้ง อีกทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยบนหน้าผากได้
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 3-5 cc (ภาพรีวิว)
  2. บริเวณขมับ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาขมับตอบหรือขมับยุบ เมื่อฉีดฟิลเลอร์แล้วจะช่วยให้ใบหน้าดูเต็มอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าจะกลับมาดูสมมาตร สมส่วนมากขึ้น และยังช่วยให้ใบหน้ามีความอ่อนเยาว์ ดูละมุนขึ้น ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 1-3 cc (ภาพรีวิว)
  3. บริเวณใต้ตา นิยมฉีดเพื่อลดความหมองคล้ำและลดริ้วรอย อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหา ใต้ตาหย่อนคล้อย เติมเต็มส่วยที่ยุบลงไปใต้ตา เมื่อฉีดโดยเทคนิคคุณหมอผู้เชี่ยวชาญจะทำให้ใต้ตาดูกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และช่วยฟื้นฟูผิวใต้ตาให้มีความกระจ่างใสขึ้น
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 1-2 cc (ภาพรีวิว)
  4. บริเวณร่องแก้ม เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึกซึ่งทำให้ดูมาอายุและดูแก่ก่อนวัย
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำคือ 1-2 cc (ภาพรีวิว)
  5. บริเวณจมูก ช่วยทำให้จมูกได้รูปสวยขึ้น แก้ปัญหาจมูกเบี้ยว และทำให้จมูกโด่งขึ้น
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 1-2 cc (ภาพรีวิว)
  6. บริเวณปาก ช่วยทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีริมฝีปากบางและอยากเพิ่มมิติให้ปากดูมีเสน่ห์มากขึ้น ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 1-2 cc (ภาพรีวิว)
  7. บริเวณคาง เหมาะกับผู้ที่อยากปรับรูปหน้าให้สมส่วน ทำให้คางดูเรียวยาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 1-3 cc (ภาพรีวิว)
  8. บริเวณหน้าแก้ม เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหน้าแบน หรืออยากดูเด็กลง
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 1-3 cc (ภาพรีวิว)
  9. บริเวณแก้มตอบ เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ใบหน้าสมส่วน เป็นโค้งที่สวยงาม ดูเด็กขึ้น
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 2-4 cc (ภาพรีวิว)
  10. บริเวณกรอบหน้า เหมาะสำหรับผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัด อยากให้กรอบหน้าคมชัด
    ปริมาณฟิลเลอร์ที่แนะนำ 2-4 cc  (ภาพรีวิว) 

ฟิลเลอร์ (Filler) อันตรายไหม?

ฟิลเลอร์ชนิดเดียวที่ปลอดภัยที่สุดและผ่านการรับรอง คือ Hyaluronic Acid (HA Filler) โดยได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ซึ่งได้การรับรองว่า Hyaluronic Acid เป็นสารที่มีความปลอดภัย นิยมใช้ในวงการแพทย์ความงามอย่างแพร่หลาย ฉีดแล้วสามารถสลายได้หมด 100% ไม่มีสารตกค้าง สามารถฉีดใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่เป็นอัตราย ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่หัตถการที่อันตรายหรือมีความเสี่ยงสูง แต่ต้องเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ฟิลเลอร์แท้ คุณหมอมีประสบการณ์เชี่ยวชาญและใช้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของคนไข้เอง

ฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี แต่ละรุ่นอยู่ได้นานแค่ไหน?

การเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีด โดยคุณหมอจะเป็นคนประเมินปัญหาของคนไข้แต่ละเคสและเลือกใช้ฟิลเลอร์รุ่นที่เหมาะสมกับบริเวณที่ฉีด ในปัจจุบันมีฟิลเลอร์แท้ให้เลือกใช้หลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีรุ่นย่อย ๆ ที่มีคุฯสมบัติต่างกัน ทั้งในบริเวณที่ฉีด ความคงตัวและระยะเวลา ซึ่งหลัก ๆ ทางอิลลูมคลินิกมีฟิลเลอร์จาก 3 ประเทศ ที่ได้รับความนิยม คือ ฟิลเลอร์จากสหรัฐอเมริกา, จากสวีเดน และจากเกาหลี ทางอิลลูมคลินิกสรุประยะเวลาของฟิลเลอร์แต่ละรุ่น ดังนี้

ฟิลเลอร์จากอเมริกา Juvederm 

  • Juvederm Voluma อยู่ได้นาน 18 เดือน
  • Juvederm Volift อยู่ได้นาน 12 เดือน
  • Juvederm Volux อยู่ได้นาน 18 - 24 เดือน
  • Juvederm Ultra Plus อยู่ได้นาน 8 เดือน
  • Skinvive อยู่ได้นาน 8 - 12 เดือน (พัฒนามาจาก Juvederm Volite)

ฟิลเลอร์จากสวีเดน Restylane

  • Restylane Vital Light อยู่ได้นาน 6 - 12 เดือน
  • Restylane Perlane Lyft อยู่ได้นาน 12 เดือน
  • Restylane Volyme อยู่ได้นาน 18 เดือน
  • Restylane Vital อยู่ได้นาน 12 เดือน
  • Restylane Kysse อยู่ได้นาน 12 เดือน
  • Restylane Classic อยู่ได้นาน 12 เดือน
  • Restylane DeFyne อยู่ได้นาน 18 เดือน
  • Restylane Refyne อยู่ได้นาน 12 เดือน

ฟิลเลอร์จากเกาหลี Atiere

  • Atiere Classic อยู่ได้นาน 6 - 12 เดือน
  • Atiere Intensive อยู่ได้นาน 8 - 12 เดือน
  • Atiere Volume อยู่ได้นาน 8 - 12 เดือน

โปรโมชั่น (กราฟฟิค)

วิธีการดูฟิลเลอร์แท้ที่ปลอดภัย

เพื่อความปลอดภัย คนที่สนใจฉีดฟิลเลอร์ควรศึกษาวิธีดูฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ มีจุดสังเกตอะไรบ้าง และมีบริษัทนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ ซึ่งสามารถสังเกตได้จาก 

  • เลขทะเบียนอย. ที่กล่อง
  • มีเอกสารกำกับฉบับภาษาไทย
  • เลข Lot สามารถนำไปโทรเช็คกับบริษัทที่นำเข้าได้
  • เลข Lot ที่กล่อง ซอง สติกเกอร์หรือหลอด ต้องตรงกัน

ซึ่งแต่ละยี่ห้อแตกต่างกันไป 

วิธีเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

  1. ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลที่จำเป็นก่อนได้ ทั้งการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน การเลือกคุณหมอ เทคนิคการทำ วิธีการสังเกตฟิลเลอร์แท้แต่ละยี่ห้อ เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี และคุ้มค่า
  2. ควรงดยาและวิตามินบางชนิดก่อนฉีดฟิลเลอร์ คือ NSAIDs, แอสไพริน, ginko biloba, primrose oil, วิตามิน St. Johns Wort, garlic, Vitamin E และ ginseng อย่างน้อย 3-7 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีดฟิลเลอร์
  4. ควรงดผลิตภัณฑ์ที่ผลัดเซลล์ผิว การดึงหรือโกนขนบริเวณที่จะฉีดฟิลเลอร์
  5. ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง ถ้ามีโรคประจำตัวหรือยาที่ต้องรับประทานประจำ
  6. งดเลเซอร์และนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนฉีดฟิลเลอร์
  7. แพทย์จะพิจารณาให้กินยาห้ามเลือดหรือฉีดยาลดบวมในบางเคส เพื่อลดความเสี่ยงในการบวมช้ำ อักเสบติดเชื้อ

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

  1. ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินปัญหาที่ต้องการแก้ไข แพทย์จะแนะนำยี่ห้อฟิลเลอร์และจำนวนฟิลเลอร์ที่ต้องใช้กับจุดที่จะฉีด ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
  2. ผู้ช่วยคลีนหน้าให้สะอาด ทั่วใบหน้าหรือเฉพาะจุดที่ฉีด
  3. ถ่ายรูปก่อนทำเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์กับหลังทำ
  4. ก่อนฉีด แพทย์หรือผู้ช่วยจะให้ดูวันที่หมดอายุ หรือจุดที่มีคิวอาร์โค้ดเพื่อสแกนเช็คของแท้ และแกะกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้า
  5. ผู้ช่วยประคบน้ำแข็งบริเวณที่จะฉีดเพื่อลดความเจ็บจากเข็ม ซึ่งในตัวฟิลเลอร์มียาชาผสมอยู่แล้ว
  6. หลังฉีดครึ่งหน้า แพทย์จะให้ดูผลลัพธ์ก่อนเพื่อปรึกษาร่วมกันกับคนไข้ว่าพึงพอใจหรือไม่ จากนั้นฉีดต่อจนเสร็จ ผู้ช่วยจะดูแลความเรียบร้อยให้หลังทำจะมีการทำความสะอาดบริเวณที่ฉีด และแปะเทป (Steri-Strip) ที่รูเข็มเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 
  7. แพทย์จะแนะนำขั้นตอนการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนาน
  8. ถ่ายรูปหลังทำ เพื่อนำไปเปรียบเทียบผล บันทึกในประวัติ และส่งให้คนไข้

ขั้นตอนการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์

  1. หลีกเลี่ยงการแตะ แกะ เกาและ นวดในจุดที่ฉีด ซึ่งอาจมีอาการบวมแดงหรือเขียวช้ำเป็นปกติ ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2-3 วัน 
  2. ควรอยู่ในที่อากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดและกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดงอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เช่น ออกกำลังกายนัก อบซาวน่า ตากแดด 
  3. งดเลเซอร์ร้อนที่ลงผิวชั้นลึกทุกชนิดอย่างน้อย 1 เดือน
  4. งดนวดหน้า ทรีทเม้นใน 2 สัปดาห์แรก
  5. ควรงดรับประทานอาหารบางอย่างที่ส่งผลต่อการอักเสบ บวม เช่น
  • งดอาหารหมักดอง ประมาณ 3-7 วัน
  • งดแอลกอฮอล์ 1-2 วัน 
  • งดทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น แอสไพริน, วิตามินอี, สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย 1-2 สัปดาห์

การเลือกคลินิกที่จะฉีดฟิลเลอร์ ต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง?

ปัจจุบันมีคลินิกที่รับฉีดฟิลเลอร์จำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่ว่าจะฉีดกับใครที่ไหนก็ได้ คนไข้ต้องพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือ คลินิกได้มาตรฐานปลอดภัย และคุ้มค่า ซึ่งมีข้อแนะนำให้พิจารณาดังนี้ 

  1. เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข
  2. แพทย์มีประสบการณ์ น่าเชื่อถือ และเป็นแพทย์จริง
  3. ใช้ฟิลเลอร์แท้เท่านั้น ราคาสมเหตุสมผล
  4. มีรีวิวของคนไข้ที่เคยมาใช้บริการ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  5. คลินิกมีการติดตามผลหลังฉีดทุกครั้ง
  6. สถานที่ การเดินทาง ที่จอดรถมีความสะดวก สามารถนัดคิวล่วงหน้าได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์

นอกเหนือจากคำถามที่เป็นข้อมูลทั่วไปอย่างเช่น ฟิลเลอร์ช่วยอะไร? ฟิลเลอร์คืออะไร? และฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง? อิลลูมคลินิก ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาให้อ่านกัน ดังนี้

ฟิลเลอร์อันตรายไหม?

การฉีดฟิลเลอร์ ปลอดภัยและไม่อันตราย หากคนไข้เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านมาตรฐาน อย.ไทย ซึ่งมีสารเติมเต็มผิวที่เลียนแบบสารธรรมชาติในชั้นผิวคือ ไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) ทำให้ร่างกายดูดซึม และสลายได้ตามธรรมชาติจึงมีความปลอดภัยสูงมาก และฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ 

ฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม?

การฉีดฟิลเลอร์ โดยในตัวฟิลเลอร์จะมียาชาอยู่แล้ว และทางคลินิกจะมีการแปะยาชาและประคบน้ำแข็งระหว่างฉีด ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีปัญหาเรื่องรู้สึกเจ็บ แต่หลังหลังจากที่ฉีดแล้วบางคนอาจมีอาการบวม แดง คัน มีรอยช้ำ หรือรู้สึกปวดตึงได้บ้าง อาการจะดีขึ้นใน 2-3 วัน และส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์

ฟิลเลอร์สลายเองได้หมดไหม?

ถ้าเป็นฟิลเลอร์แท้จะสลายเองได้หมด ซึ่งจะใช้ระยะเวลา ประมาณ 6-24 เดือน ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีด ตำแหน่งที่ฉีด เทคนิคการฉีด การดูแลตัวเองหลังฉีด สภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เป็นต้น

หลังฟิลเลอร์สลายใบหน้าจะดูแก่ลงไหม?

เมื่อฟิลเลอร์สลายตัว ซึ่งไม่ได้สลายไปทั้งหมดพร้อมกันทีเดียว ตัวฟิลเลอร์จะค่อยๆสลาย ซึ่งในระยะยาวยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนมาแทนที่ส่วนนึง ดังนั้น แม้ว่าฟิลเลอร์จะสลายไป แต่ใบหน้าจะยังดูดีกว่าก่อนฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

การฉีดสลายฟิลเลอร์ คืออะไร ทำในกรณีไหน?

การฉีดสลายฟิลเลอร์ คือ การฉีดเอนไซม์ Hyaluronidase เข้าไปเพื่อให้ฟิลเลอร์สลาย ทำในกรณีเมื่อต้องการแก้ไขผลลัพธ์ เช่น คนไข้ที่ฉีดฟิลเลอร์เยอะมากจนหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติ, ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน, ฉีดผิดตำแหน่ง, รู้สึกไม่ชอบอยากเอาออก เป็นต้น ซึ่งการฉีดสลายฟิลเลอร์จะใช้ได้กับฟิลเลอร์แท้เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับฟิลเลอร์ปลอมได้

VISIT ILLUM AT
OUR LOCATION
518/3, 9 Fl Maneeya North building,
Pleonchit road, Lumpini,
Pathumwan, Bangkok 10330,
Get Direction
+66 90 994 9499
Map to ILLUM